บทความพิเศษ: แผลกดทับวงการคนพิการ เมื่อ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๙


อันเชิญพระบรมราโชวาทเรื่อง "การทำความดี" มาแบ่งปันผู้อ่าน 

ตลอด ๙ ปี ที่ผมได้มามีโอกาสทำงานด้านพัฒนาอาชีพคนพิการแบบไม่ได้ตั้งใจ จำได้ว่าตอนที่เข้าวงการคนพิการใหม่ๆ บางคนเรียกว่าเป็นในระดับผู้นำคนพิการ มีผู้นำคนพิการในองค์กรต่างๆ เข้ามาทักทายน้องใหม่อย่างผมหลายท่าน บางท่านชวนไปร่วมงาน บางท่านถึงกับให้ตำแหน่งสำคัญๆ ถึงสำคัญที่สุด ในตอนท้ายที่สุดผมปฏิสเธทุกท่าน เพื่อเลือกที่จะเป็นอิสระจากหัวโขนต่างๆ จะมีก็เพียงผู้ใหญ่บางท่านที่ผมนับถือส่วนตัว หากเป็นตำแหน่งลอยๆ เช่น ที่ปรึกษา หรือ คณะอนุกรรมการ จนถึงคณะกรรมการ หรือคณะทำงาน เบาๆ แบบนี้ ก็รับอยู่ตลอดเรื่อยๆ และหากเวลาตรงกัน ไปร่วมประชุมได้ ก็จะไป แต่ถ้าติดงานหลักที่ผมทำเพื่อเลี้ยงชีพ หรือขับเคลื่อนเพื่อสังคมที่นัดหมายไว้แล้ว หรือสำคัญกว่า ก็จะโทรไปแจ้งยกเลิกแทน เรียกได้ว่า ผมใช้ชีวิตอิสระไม่มีหัวโขน ไม่ได้เอาหน้า ไม่เลือกว่าจะพิการด้านไหน ทำร่วมกับทุกสมาคม แบบนี้ในวงการคนพิการมาตลอด ๙ ปีครับ

เรื่องเล่าลือถึงตัวผมในวงการคนพิการ มีมากมาย แต่ดูแล้ว ออกจะไปในทางลบมากกว่าบวก ซึ่งก็ตรงกับคำภาษิตว่า “คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ” ผมจึงมีมุมมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา มีเรื่องแปลกๆ เกิดกับตัวผมมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยผมจำความได้ ในมุมที่ตรงกับบทความพิเศษนี้ก็คือ มักมีผู้คนที่ผมรู้จัก เคยทำงานด้วย เคยเรียนด้วยกัน เคยสนิทกัน หรือแม้แต่คบกันห่างๆ ที่ในภายหลัง มักจะมา “ขอโทษ” กับผม และเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เข้าใจผมผิด อีกทั้งยังถามผมในบางคนอีกว่า “ทำไมผมไม่อธิบาย” ผมจึงให้เหตุผลว่า “เวลาผมมีไม่มาก ผมไม่เห็นต้องอธิบาย” ใครจะเข้าใจอย่างไรก็ช่าง เพราะสิ่งที่ผมทำนั้น ผมคิดไตร่ตรองดีแล้ว สิ่งที่เคยผิดพลาด พยายามไม่ให้เกิดซ้ำและหาทางแก้ไข ผมจะแยกเรื่องใหม่ และเรื่องเก่า ออกจากกัน บริหารคู่ขนานกันไป แต่เรื่องสำคัญๆ ที่ผมจะไม่ทำ คือ การคอรัปชั่น การเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น และเรื่องของความถูกต้อง ให้เหมือนกับตอนสมัยเด็ก ที่เมื่อเวลาเล่นรวมกลุ่มกันทอยตุ๊กตุ่นยาง แล้วผมจะต้องเป็นกรรมการให้ทุกคน นั่นคือความเชื่อมั่นที่เพื่อนๆ ผมในวันเด็กมีให้ผมในเรื่องของความยุติธรรม

วกกลับเข้ามาถึงเรื่องวงการคนพิการ เนื่องจากตัวผมเป็นคนพิการรุนแรงทุพพลภาพ กระดูกคอหัก ซึ่งส่วนตัวถือว่าพิการค่อนข้างมาก รู้ซึ้งดีว่า “แผลกดทับ” เป็นอย่างไร ทรมานแค่ไหน สร้างความเดือดร้อนอย่างไร เพราะทำให้เสียชีวิตได้เลย เนื่องจากแผลกดทับนั้น จะสะสม เน่าใน ใต้ผิวหนัง จนเละเทะ เมื่อเปิดผิวหนังชั้นนอกออกมา ก็ต้องรีบรักษากัน เพราะใต้ผิวหนังนั้น มันกลวงโบ๋ถึงกระดูก ติดเชื้อกันแสนสาหัส ดังนั้นคำเปรียบ “แผลกดทับวงการคนพิการ” นั้น ในทรรศนะของผม ไม่เกินเลยจากความเป็นจริง แปลว่า วงการคนพิการในระดับผู้นำ หรือองค์กรที่ทำงานด้านคนพิการ เน่าเฟะจนแทบจะรักษาไม่ได้ เนื้อดีซึ่งก็คือผู้นำคนพิการระดับพื้นที่ก็กำลังจะถูกกลืนกินเป็นเนื้อเสีย แต่ก็ยังพอมีเนื้อดีอยู่บ้าง การเอารัดเอาเปรียบคนพิการระดับรากหญ้าเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เพราะความไม่รู้สิทธิ์ของคนพิการ ส่วนตัวผมพยายามมองในแง่ดีว่า หน่วยงานราชการคงจะขาดกำลังคน ในการให้ความรู้เรื่องสิทธิ์ พยายามทำใจให้คิดอย่างนั้น เพราะคนพิการจำนวนมากเมื่อผมลงพื้นที่แล้วไปบรรยายเรื่องสิทธิ์ ข้อเท็จจริงคือ คนพิการส่วนใหญ่ไม่รู้ ผมยังคงยืนยันนะครับว่า ยังคิดบวกกับเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ เพียงมีข้อสังเกตเท่านั้นเองว่า จนท.รัฐ ทำงานผ่านผู้นำชุมชน หรือผู้นำคนพิการ ที่เป็นเนื้อร้ายหรือไม่

หากท่านไม่ได้ทำเอง ผมสันนิษฐานไว้ก่อน ว่าท่านอาจจะผิดพลาด เพราะถ้าไม่ผิดพลาด ทำไมคนพิการส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องสิทธิ์ตัวเอง ที่มากกว่าค่าเบี้ยยังชีพ ๘๐๐ บาทต่อเดือน หน่วยงานรัฐควรทบทวนขั้นตอนการทำงานเสียใหม่อย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีการละเมิดสิทธิ์คคนพิการอย่างกว้างขวางเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสิทธิ์การจ้างงานคนพิการตามมาตรา ๓๓ และ ๓๕ แห่ง พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.๒๕๕๐ ที่เป็นเชื้อแบคทีเรียตัวสำคัญ ที่ทำให้เกิดแผลกดทับกับวงการคนพิการ ในมุมมองผม ต้องเรียกว่าขั้นร้ายแรงที่สุด ต้องรีบผ่าตัดโดยด่วน โดยเฉพาะในยุคของรัฐบาล คสช. ที่ปลอดจากการเมือง เนื่องจากโครงสร้างเน่าเฟะนี้ ผมเรียกเอาเองว่า “การเมืองคนพิการ”

สังคมของคนพิการไม่ได้แตกต่างจากสังคมคนไม่พิการ แม้แต่น้อย คนรู้มากเอาเปรียบคนรู้น้อย คนรู้สิทธิ์เอาเปรียบคนไม่รู้สิทธิ์ ผู้นำคนพิการบางคนที่เหยียบหัวคนพิการขึ้นไปเป็นผู้นำระดับประเทศ คือมีหัวโขน ก็สำคัญตัวเองผิดว่า ยิ่งใหญ่ ก็รังแก ดูถูกกัน เป็นนักบริโภคนิยมไม่มีความพอเพียง อยากมีบ้าน มีที่ดิน มีเมียน้อย มีรถเพิ่มให้เมียหลายคน มีแต่ความอยากไปเรื่อยๆ โดยลืมดูว่า บ้านเมืองประเทศ มีกฎหมาย ที่สำคัญการดูถูกคนที่ไม่รู้นั้น มีวันจบสิ้นเมื่อคนเหล่านั้นมีความรู้ขึ้นมา รู้จักสิทธิ์ของตนเอง และกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้ ทุกอาณาจักรในโลกนี้ มักล่มสลายจากความโลภทั้งสิ้น โลภในอำนาจ โลภในเงินตรา โลภในกามา ผู้ด้อยค่าในสายตา ผู้ต่ำต้อยที่เคยดูถูกเหยียดหยาม ตั้งแต่อดีต เป็นผู้ล้มหอคอยงาช้างทั้งสิ้น อีกทั้งกฎแห่งกรรมนั้น เป็นพลังแห่งจักรวาล ไม่มีใครหนี้พ้น

ผมและพวกเราทุกคนในนาม “เครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ” จะเป็นผู้เปิดแผลผิวหนังชั้นนอกของร่างกายคนพิการของประเทศไทยให้สังคมไทยได้ประจักษ์ ว่าผิวหนังที่ดูดี สวยงาม ไม่น่าเป็นอะไรนั้น ภายใต้ผิวหนังนั้นเน่าเฟะแค่ไหน เราขอให้หน่วยงานของรัฐที่เปรียบเสมือนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้ามารักษา “แผลกดทับวงการคนพิการ” ด้วย “กฎหมาย” ที่เปรียบเสมือนเครื่องมือแพทย์และยารักษา อย่างเร่งด่วนด้วยครับ

ตั้งใจในข้อความสุดท้ายที่จะสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ผม นายปรีดา ลิ้มนนทกุล หากเป็นอะไรไป ถูกเก็บ ถูกฆ่า หรือสูญหายไป จากโลกนี้ มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น คือ การขุดคุ้ย เปิดโปง เปิดเผย เรื่องความเน่าเฟะของวงการคนพิการ เพราะมันกัดกินร่างกายคนพิการในประเทศด้วยมูลค่าปีละ หลักร้อยล้าน พันล้านบาท จึงเป็นการขัดผลประโยชน์ของผู้นำคนพิการบางคน หรือองค์กรที่ทำงานด้านคนพิการบางองค์กร อยู่ ณ ขณะนี้ครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ
๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๙


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น